WorldHistory

                   สังคมโลกได้พัฒนามาสู่ยุคโลกาภิวัฒน์ หรือยุคไร้พรมแดนอันเป็นผลมาจากความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ  โลกาภวัฒน์ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ วิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขื้น ตั้งแต่ ค.ศ. 1997 (พ.ศ. 2540) ซึ่งมีผลมาถึงปัจจุบัน ประเทศไทยฐานะหน่วยหนึ่งของสังคมโลก จำเป็นต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดซึ่งได้ดำเนินมาตลอดช่วงเวลาอันยาวนาน นับตั้งแต่ชาติตะวันตกได้แผ่อิทธิพลเข้ามา ซึ่งมีรูปแบบและวิธีการปรับตัวที่สะท้อนให้เห็นถึงกุศโลบายอันแยบยลของผู้นำไทยที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เข้าใจสภาพความเป็นจริงระหว่างประเทศ สามารถดำเนินนโยบายที่ชาญฉลาด โดยยอมเสียสละบางอย่างเพื่อรักษาเอกราชและอิสระภาพของประเทศไว้

 การปรับตัวของไทยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2

                   ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไทยต้องมีการปรับตัวที่สำคัญที่สุด คือ ภัยคุกคามจากลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก ทำให้เราต้องเปิดประเทศติดต่อกับตะวันตก และเริ่มปรับตัวเข้าสู่ยุดใหม่ นับตั้งแต่การทำสนธิสัญญาเบาว์ริง กับประเทศอังกฤษ ในปี ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398) เป็นต้นมา จากนั้นสังคมไทยก็มีการปรับตัวมาโดยตลอดจนถึงปัจจุบัน

                   1. การปรับตัวของไทยหลังสนธิสัญญาเบาว์ริง

                   สนธิสัญญาเบาว์ริงเป็นสนธิสัญญาทางพระราชไมตรีที่ไทยทำกับประเทศอังกฤษ เมื่อปี ค.ศ. 1855 เป็นสนธิสัญญาที่บังคับให้ไทยต้องเปิดการค้าเสรีกับประเทศอังกฤษ ภายหลังได้มีประเทศตะวันตกชาติอื่นๆ เข้ามาขอทำสนธิสัญญากับไทยเช่นเดียวกับสนธิสัญญาเบาว์ริง สัญญาเหล่านี้เป็นสัญญาที่บังคับให้ไทยต้องเปิดการค้าเสรีกับประเทศตะวันตกไทยไม่มีทางเลี่ยงจึงจำเป็นต้องทำในภาวะจำยอม

                   ภายหลังการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่งระบบเศรษฐกิจไทยได้เชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจโลก ระบบการผลิตของไทยเปลี่ยนจากการผลิตเพื่อยังชีพเป็นการผลิตเพื่อการค้า การค้าขยายตัวมีชาวต่างชาติเข้ามาค้าขายเพิ่มมากขึ้น ผลกระทบจากสนธิสัญญาเบาว์ริ่งทำให้ไทยต้องมีการปรับตัวทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ดังนี้

                                1.1 การปรับปรุงด้านขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรม เป็นการเปลี่ยนแปลงด้านสังคม โดยการปรับปรุงประเพณีที่ล้าสมัยและส่งเสริมการเรียนภาษาอังกฤษ การเปิดโอกาสให้พวกมิชชันนารีเข้ามาตั้งโรงเรียนสอนศาสนา ตั้งโรงพิมพ์ ออกหนังสือ Bangkok Recorder และเผยแพร่วิทยาการด้านต่าง ๆ การส่งเสริมการศึกษา การตั้งโรงเรียนข้าราชการพลเรือน เพื่อฝึกคนเข้ารับราชการ การส่งคนไทยไปศึกษาต่างประเทศ ที่สำคัญที่สุด คือ การเลิกทาส และเลิกระบบไพร่

                                1.2  การปฏิรูประบบเงินตราและการธนาคาร เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การปฏิรูปเงินตรา การออกธนบัตร การตั้งหน่วยงานกลางสำหรับเก็บภาษี การตั้งกระทรวงการคลัง การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานเงินตราจากมาตรฐานเงินเป็นมาตรฐานทองคำ การจัดทำงบประมาณแผ่นดิน การปรับปรุงด้านการเกษตร และการชลประทาน การตัดถนน ขุดคลอง การไปรษณีย์โทรเลข โทรศัพท์ การรถไฟ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางระหว่างเมืองหลวงกับหัวเมือง

                                1.3 การปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน เป็นการเปลี่ยนแปลงทางด้านการเมืองจากเดิมเปลี่ยนมาเป็นแบบกระทรวง ทบวง กรม ยกเลิกการปกครองแบบกินเมือง เปลี่ยนเป็นการจ่ายเงินเดือนข้าราชการ รวมอำนาจการบริหารเข้าสู่ส่วนกลาง เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพภายในชาติ เพื่อต่อสู้กับอิทธิพลของลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก โดยเฉพาะฝรั่งเศสและอังกฤษ การปรับปรุงกองทัพ การปรับปรุงด้านกฎหมายและการศาลให้ทันสมัย การจ้างชาวต่างประเทศมาเป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะด้านกฎหมายระหว่างประเทศและที่สำคัญที่สุดคือการเสียดินแดนในปี ค.ศ. 1893 (พ.ศ. 2436 หรือ ร.ศ. 112) เพื่อแลกตัวเอกราชของชาติ

                   การปรับตัวของไทยดังกล่าวทำให้ประเทศเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ ประเทศตะวันตกจึงไม่สามารถเอามาเป็นข้ออ้างในการแผ่อำนาจเข้ามาโดยอ้างว่าเพื่อจะมาพัฒนาให้ทันสมัย การปรับตัวดังกล่าวนับเป็นความชาญฉลาดของผู้นำไทยในอดีตที่มองการณ์ไกล และรู้เท่าทันโลก


The first World War 1914-1918

                   2. ไทยในสงครามโลกครั้งที่ 1

                   สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้นในยุโรปเมื่อเดือนสิงหาม ค.ศ. 1914 ระหว่างฝ่ายมหาอำนาจกลางอันมีเยอรมนี ออสเตรีย ฮังการี กับฝ่ายสัมพันธมิตร อันมีอังกฤษ ฝรั่งเศส และรัสเซีย ในระยะแรกไทยประกาศตัวเป็นกลาง ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงวิเคราะห์ สถานการณ์ในขณะนั้น แล้วเห็นว่าเราควรเข้าร่วมสงครามโดยเข้ากับฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งกำลังได้เปรียบในสงคราม เพื่อไทยจะได้มีโอกาสแก้ไขสัญญาที่เสียเปรียบ ผลจากการที่ไทยเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ทำให้นานาประเทศรู้จักประเทศไทยและไทยได้มีโอกาสเรียกร้องขอแก้ไขสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมที่ทำไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 และข้อเสียเปรียบหลายประการได้รับการแก้ไขหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 มาสำเร็จบริบูรณ์ในสมัยรัชกาลที่ 8.     

  3. ไทยในสงครามโลกครั้งที่ 2

                   สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มขึ้นในยุโรป เมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ. 1939 ในระยะแรกที่ฝรั่งเศสเพลี่ยงพล้ำต่อเยอรมนี ไทยได้ทำการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส แต่ฝรั่งเศสปฏิเสธไทยกับฝรั่งเศสจึงเกิดกรณีพิพาทกัน ต่อมาญี่ปุ่นเข้ามาไกล่เกลี่ยในปี ค.ศ. 1941 ไทยได้ดินแดนฝั่งขวา แม่น้ำโขง และเขมรส่วนในคือเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ที่เสียให้ฝรั่งเศสกลับคืนมา


World War II in Europe

                   ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 1941 ญี่ปุ่นได้เปิดฉากโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ ฐานทัพเรือของสหรัฐอเมริกา ในหมู่เกาะฮาวายและญี่ปุ่นได้ส่งกำลังเข้าโจมตีไทย ในวันที่ 8 ธันวาคม ค.ศ. 1941 ไทยไม่สามารถต้านทานญี่ปุ่นได้ จึงต้องยอมให้ญี่ปุ่นตั้งฐานทัพในประเทศไทยและไทยได้ประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกา ในวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1942 การประกาศสงครามของไทยครั้งนี้มีคนไทยที่ไม่เห็นด้วยได้รวมตัวตั้งเป็นขบวนการเสรีไทย เพื่อร่วมมือกับสัมพันธมิตรและต่อต้านญี่ปุ่น หัวหน้าขบวนการเสรีไทยที่สำคัญคือ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช อัครราชทูตไทยประจำสหรัฐอเมริกา และม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์ หัวหน้าเสรีไทยในประเทศอังกฤษ และนายปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้าเสรีไทยในประเทศไทย รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ให้การรับรองการกระทำของเสรีไทย และให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและฝึกอา

                   สงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงด้วยความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น นายควง อภัยวงศ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อมาเมื่อญี่ปุ่นยอมจำนนต่อฝ่ายสัมพันธมิตร เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ. 1945 ไทยได้ออกประกาศว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 25 มกราคม ค.ศ. 1942 นั้นเป็นโมฆะ เพราะจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ประกาศสงครามโดยพลการ รัฐบาลสหรัฐอเมริกาประกาศรับรองคำประกาศของไทย แต่อังกฤษไม่ยอมรับรอง ไทยได้เจรจาต่อรองกับอังกฤษและต้องยอมคืนดินแดนในมลายู และแคว้นฉานที่ได้มาระหว่างสงคราม และไทยต้องจัดส่งข้าวสารจำนวนหนึ่งล้านห้าแสนตันแก่อังกฤษ โดยไม่คิดมูลค่า และต้องยอมคืนดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงและดินแดนเขมร ส่วนใน อันได้แก่ เสียมราฐ (Siem Reap หรือ นครวัด นครธม) พระตะบอง (Battambong) และศรีโสภณ (Banteay Mean Chey) ที่ได้มาในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 คืนแก่ฝรั่งเศส ความร่วมมือกับประเทศมหาอำนาจครั้งนั้นทำให้ไทยได้เข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ค.ศ. 1946 เป็นสมาชิกลำดับที่ 55 การปรับตัวช่วงนี้ของไทยนับว่ามีความสำคัญมาก เพราะเป็นช่วงที่อยู่ในภาวะคับขัน ต้องใช้ปัญญาและความสามารถของผู้นำในการเจรจาต่อรอง และยอมแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่าง ๆ ตามข้อเรียกร้องของชาติมหาอำนาจสามารถพาชาติฝ่าฟันวิกฤตมาได้

การปรับตัวของไทยในยุคสงครามเย็น

                   หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดภาวะสงครามเย็นอันเป็นผลมาจากการแข่งขันด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และกำลังอาวุธ  ระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ค่าย คือ โลกเสรี และโลกคอมมิวนิสต์ มหาอำนาจทั้ง 2 ฝ่ายพยายามเข้ามาแทรกแซงการเมืองในภูมิภาคต่าง ๆ จนนำไปสู่วิกฤตการณ์การต่อสู้อันเนื่องมาจากความขัดแย้งเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง และเนื่องจากสหรัฐอเมริกาให้ความช่วยเหลือประเทศไทย จนเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ชนะสงคราม ไทยจึงเลือกให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในสภาวะสงครามเย็น จนเปลี่ยนสถานะเป็นผู้ชนะสงคราม ไทยจึงเลือกให้การสนับสนุนสหรัฐอเมริกาในสภาวะสงครามเย็นอันเป็นผลให้สหรัฐอเมริกาเข้ามามีอิทธิพลต่อไทยทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม

                                2.1  การเข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศ  ภายหลังจากที่ฝ่ายคอมมิวนิสต์นำโดยโฮจิมินห์ (Nguen That Thanh) ได้รับชัยชนะในสงครามกอบกู้เอกราชของเวียดนาม ทำให้สงครามเย็นแผ่เข้ามาในเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อสหรัฐอเมริกาขยายบทบาททางทหารเข้ามาด้วยการจัดตั้งองค์การสนธิสัญญา ป้องกันร่วมกันแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (South East Asia Treaty Organization : SEATO) โดยมีสมาชิก 8 ประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา อังกฤษ ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไทย ฟิลิปปินส์ และปากีสถาน ต่อมาในช่วงที่สหรัฐอเมริกาเริ่มถอนตัวออกจากสงครามเวียดนาม ในขณะที่จีนยังให้การสนับสนุนคอมมิวนิสต์ในประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไทยเกรงว่าจะเกิดช่องว่างอำนาจ จึงร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านก่อตั้งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือสมาคมอาเซียนขึ้นใน ค.ศ. 1967 เมื่อแรกตั้งเรียกว่า สมาคมอาสา(ASA) ปัจจุบันไทยได้เข้าเป็นสมาชิกขององค์การระหว่างประเทศทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก นับว่าเป็นการเสริมสร้างบทบาทในเวทีการเมืองของโลกและปกป้องผลประโยชน์ของไทยในระดับนานาชาติอีกด้วย

                                2.2 นโยบายอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศอินโดจีน เมื่อคอมมิวนิสต์ประสบชัยชนะในเวียดนาม ลาว และกัมพูชา ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1975 ไทยต้องปรับปรุงเปลี่ยนนโยบายอยู่ร่วมกันอย่างสันติกับประเทศเพื่อนบ้านอินโดจีน ภายหลังที่เวียดนามรุกรานกัมพูชาโดยสนับสนุนให้เฮง สัมริน ขึ้นปกครองกัมพูชาและขับไล่เขมรแดงหลบหนีมาอยู่ป่าตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา โดยไทยและอาเซียนได้สร้างแนวร่วม กับประเทศมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน ญี่ปุ่นและยุโรปตะวันตก เพื่อสกัดกั้นการขยายอำนาจของเวียดนามที่ได้รับการสนับสนุนจากสหภาพโซเวียตและประเทศคอมมิวนิสต์ในยุโรปตะวันออกและมุ่งมั่นในสันติภาพของภูมิภาคนี้

                   2.3 นโยบายผูกมิตรกับประเทศตะวันตก ในยุคสงครามเย็นไทยได้ผูกมิตรกับประเทศตะวันตกโดยมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ นโยบายต่างประเทศของไทยในระยะนี้คือการต่อต้านคอมมิวนิสต์โดยเฉพาะอย่างยิ่ง