Education

หน่วยที่ 5 สู่แดนอีสาน

posted on 04 Jun 2010 09:59 by pojjamansk in Education
ทรัพยากรการท่องเที่ยว                 ด้านทรัพยากรธรรมชาติ  และสิ่งแวดล้อม            ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสาน มีลักษณะเป็นที่ราบที่เกิดจากการยกตัวสูงขึ้นจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกที่ดำเนินมาอย่างยาวนาน เป็น    ภูมิประเทศที่สูงขึ้นจากพื้นที่อื่น ๆ ใกล้เคียงโดยรอบ โดยมีแนวภูเขาที่ยกตัวขึ้นมาเป็นขอบของที่ราบสูงให้เห็นเด่นชัด ภาพรวมของพื้นที่มีความลาดเอียงจากทางด้านตะวันตกไปทางด้านตะวันออก ภายในที่ราบสูงประกอบด้วยพื้นที่ ที่มีลักษณะเป็นแอ่งรูปก้นกระทะใหญ่ ๆ  คือ แอ่งสกลนคร และแอ่งโคราช            แอ่งสกลนคร อยู่ตอนเหนือในเขตจังหวัดเลย อุดรธานี หนองคาย สกลนคร และจังหวัดนครพนม ด้านเหนือและด้านตะวันออกของแอ่งมีลำน้ำโขงเป็นขอบ ส่วนทางใต้ และตะวันตกมีเทือกเขาภูพานตัดผ่านแบ่งกั้นแอ่งสกลนครออกจากแอ่งโคราช ลำน้ำส่วนใหญ่จะไหลจากที่สูงในเขตเทือกเขาภูพานลงมาทางเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือไปออกแม่น้ำโขง ลำน้ำสำคัญ ๆ ได้แก่ ลำน้ำสงคราม ลำน้ำพุง เป็นต้น แอ่งโคราช อยู่ทางใต้เป็นแอ่งใหญ่ มีที่ราบสูงเป็นขอบโดยรอบ ลาดจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ตามลำน้ำมูลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ จนถึงแม่น้ำโขงที่จังหวัดอุบลราชธานี ลำน้ำสำคัญที่สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้แก่แอ่งโคราชคือแม่น้ำมูล และแม่น้ำชี เมื่อศึกษาสภาพทางธรณีวิทยา พบว่า พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รองรับด้วยหินฐานที่เป็นหินทรายชนิดต่าง ๆ มีทั้งอายุเก่าและใหม่ มีหลากหลายชนิดหลายเนื้อ หลายสีมีชื่อรวม ๆ ว่ากลุ่มหินโคราช  เป็นลักษณะที่เด่นของภาค และมีความสวยงามแปลกตา หลายลักษณะ  ดังนี้            ลักษณะแรก คือ แนวภูเขายอดตัดหรือภูเขายอดราบ  ซึ่งมีอยู่ 2 แบบด้วยกันคือ            1.ภูเขายอดราบที่มีรูปร่างคล้ายโต๊ะ เป็นภูเขาที่เรียกว่า แผ่นดินรูปโต๊ะ (Table land) หรือภูเขารูปโต๊ะ (Tableland Mountain) เช่น ภูหลวง ภูเขียว ภูกระดึง ภูที่มีความสูงไล่เลี่ยกัน แต่มีขนาดเล็กลง เช่น   ภูด่านอีป้อง ภูหอ เป็นต้น ความสูงของภูเขาเหล่านี้จะมากกว่า 1,000 เมตรขึ้นไป ลักษณะของภูมิประเทศแบบนี้  จะมีที่ราบบนภูเขาอันกว้างใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยวัชพืชประเภทหญ้าและป่าสน ภูมิประเทศนี้จึงกลายเป็นสวรรค์สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบการผจญภัยและชื่นชอบทิวทัศน์ของยอดภู ภูหลวง ภูกระดึง ภูเขียว จึงเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ2.ภูเขายอดราบที่มีรูปร่างคล้ายสันมีดอีโต้ เป็นภูเขาที่เรียกว่า cuesta  Mountain  หรือ เช่น ทิวเขาภูพาน ทิวเขาพนมดงรัก ทิวเขาพังเหย ทิวเขาสันกำแพง เป็นต้น ขอบที่ราบสูงโคราชทั้งหมดจะมีลักษณะภูเขาลาดเอียงแบบนี้ทั้งสิ้น                                                รูปร่างของภูเขาลักษณะเช่นนี้ เป็นลักษณะเฉพาะของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือ ภาคอีสานพื้นที่ของภูเขาเหล่านี้ ปัจจุบันได้อนุรักษ์ไว้ในรูปของอุทยานแห่งชาติและเขต รักษาพันธุ์สัตว์ป่า ลักษณะที่เด่นต่อมา คือ ภูมิประเทศ ที่เกิดการกัดเซาะของน้ำ ลม หรือ  มีการพัดพา แล้วทับถม ด้วยแรงลม แรงน้ำ  จนทำให้เกิดลักษณะของโขดหิน หน่อหิน ปุ่มหิน รูปร่างแปลก ๆ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ทางภูมิประเทศ และถือเป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่น่าแปลก และน่าสนใจ  เช่นที่ป่าหินงาม อำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ หน่อหินบริเวณอุทยาน ประวัติศาสตร์พระบาทบัวบก   อำเภอ     บ้านผือ จังหวัดอุดรธานี หน่อหินกลุ่มเสาเฉลียง อำเภอโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี หน่อหิน กลุ่มผาเทิบ อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร หน่อหินกลุ่ม เลิงนกทา จังหวัดยโสธร หน่อดินกลุ่มผาตั้ง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี หน่อหินกลุ่มภูเขา               จองนาย้อย อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีหน่อหินที่กระจายตัวกันอยู่อย่างโดด ๆ หรืออยู่ห่าง ๆ กันอีกมากมายเช่น ที่ภูผาขาว จังหวัดอุบลราชธานี       ภูผายน จังหวัดสกลนคร  ภูกระดึง-ภูหลวง-ภูเรือ จังหวัดเลย เป็นต้นลักษณะภูมิประเทศที่เด่นของภาค อีกประเภท คือ หน้าผา ไม่ว่าจะเป็นขอบที่ราบสูงโคราชด้านตะวันตก ตั้งแต่ภูต่าง ๆ ในจังหวัดเลยต่อลงมา เช่น ภูเขียวในจังหวัดชัยภูมิ ทิวเขาพังเหยเขตต่อจังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดนครราชสีมา ด้านใต้ได้แก่           ทิวเขาสันกำแพง เขตจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ ทิวเขาพนมดงรัก เขตจังหวัดบุรีรัมย์ต่อจังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี ด้านตะวันออก ได้แก่ ทิวเขาภูพาน ด้านตะวันออกเฉียง เหนือ เช่น ภูวัว ภูทอก ภูสิงห์ เป็นต้น ภูและทิวเขาเหล่านี้มีองค์ประกอบของหน้าผาเป็นสัณฐานย่อยอยู่ในรูปแบบรวมของภูเขาทั้งสิ้น

หน้าผานี้ เป็นภูมิประเทศของภาค ที่ปรากฎภาพเขียนสีสำคัญของมนุษย์โบราณ เช่น ผาแต้ม (จังหวัดอุบลราชธานี) ถ้ำมโหฬาร (จังหวัดเลย) เขาจอมนาง (จังหวัดมุกดาหาร) ถ้ำผาฆ้อง (จังหวัดเลย) ถ้ำวัว ถ้ำคน (จังหวัดอุดรธานี) เขาเขื่อนลั่น (จังหวัดนครราชสีมา)   ถ้ำฝ่ามือแดง (จังหวัดขอนแก่น)

            ร่องหินทราย หรือ ร่องหินแตก เป็น              ภูมิประเทศทางธรรมชาติวิทยาอีกลักษณะหนึ่งที่ปรากฏให้เห็นในบริเวณที่สูงของภาคอีสาน  ตามไหล่เขาและภูเขาจะมีร่องหินแตกขนาดใหญ่ ๆ เป็นแนวหลาย ๆ แนว วางตัวขนานไปในทิศทางเดียวกันนั้น

ร่องหินเหล่านี้พัฒนามาจากรอยร้าว รอยแตกของแผ่นหินใหญ่ ๆ นั่นเอง เมื่อรอยร้าว รอยแตก เกิดผุพังและกร่อนไป ทำให้รอยแตกกลายเป็นรอยแยก จากรอยแยกแคบ ๆ จะพัฒนาเป็นรอยแยกที่กว้างขึ้น จากรอยแยกที่กว้างก็กลายเป็นร่องหิน  ซึ่งร่องหินที่ใหญ่และมีมากก็เป็นอันตรายสำหรับนักเดินป่า และสัตว์ทั้งหลาย        

       

          บ่อหินทรายเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติอันหนึ่งที่มีมากในภาคอีสาน              ส่วนใหญ่จะพบบริเวณท้องน้ำ   โดยเฉพาะที่รองรับด้วยแผ่นหินทราย เพราะไม่แข็ง หรือ อ่อนเกินไป                                                                                 การเกิดบ่อหินได้ คือ  มีการไหลของน้ำอย่างเชี่ยวกราก และพัดพาเอาก้อนกรวด หรือ หินแข็ง ไปตามพื้นดินที่ท้องธาร  ก้อนกรวดอาจตกลงไปในหลุมที่ท้องธาร  แรงน้ำทำให้ก้อนกรวดหมุนวนอยู่ในหลุมเป็นเวลานาน หลุมนั้นจะถูกครูดโดยรอบจนมีขนาดใหญ่ขึ้น และลึกลง  จากหลุมเป็นบ่อ จากบ่อเล็กเป็นบ่อใหญ่ และโดยทั่วไปก้นบ่อจะกว้างกว่าปากบ่อ บ่อนี้จึงเรียกว่า บ่อรูปหม้อ” (Pothole) เช่น ที่ภูแฝก จังหวัดชัยภูมิ อ่างหิน อำเภอโพนพิสัย จังหวัดมหาสารคาม แก่งตะนะ แก่งสะพือ จังหวัดอุบลราชธานี บ่อหินเหล่านี้จะถูกน้ำพาเอาทรายมาเติมเต็ม ในหน้าฝน อาจมีน้ำท่วมขังเป็นแอ่งน้ำ  แต่พอน้ำแห้งเหลือน้อยมีเพียงทรายเปียก  หากมีสัตว์เดินผ่านมา และตกลงไปในบ่อที่มีทราย    น้ำหนักตัวจะทำให้ค่อย ๆ จมลงไป เมื่อไม่สามารถขึ้นมาได้ก็จะตายไป  จึงเข้าใจว่า มีทรายดูด  
          น่ารู้..
            การกำเนิดปุ่มหินทราย เกิดจากการพัฒนาของระบบแตกระแหงของพื้นผิวหินทรายด้วยอิทธิพลของลมฟ้าอากาศ  ถ้าพัฒนาต่อไปปุ่มหินทรายเหล่านี้ก็อาจจะหลุด หรือผุสลายหายไปได้หรือบางโอกาสอาจจะพัฒนาเป็นแท่งหินเล็ก ๆ ก็ได้ แต่ถ้ายังปรากฏอยู่ก็จะทำให้ภูมิลักษณ์ของพื้นที่นั้นดูสวยงาม แปลกตา            แก่ง  ซึ่งหมายถึง โขดหินที่กั้นขวางทางน้ำ  เพราะพื้นที่ที่ลาดเอียง ทำให้

เกิดการกัดเซาะเป็นเกาะ แก่ง  ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเดินเรือ และ การไหลของน้ำ แต่นับว่าเป็นสิ่งดีของภาคนี้ ซึ่งเป็นภาคที่ต้องการการเก็บกักน้ำสูง จึงชะลอการไหล

ของน้ำให้มีอยู่ในร่องน้ำในช่วงฤดูแล้งที่       ยาวนาน  แก่งหินส่วนมาก เป็นแก่งหินทราย   และการจะเกิดแก่ง ต้องเป็นฤดูแล้ง น้ำน้อย ร่องน้ำกว้าง และมีโขดหินแข็ง  ภาคอีสานมีแก่งเกิดขึ้นมากมาย ทั้งลำน้ำมูล ชีและโขง เช่น  แก่งสะพือ และแก่งตะนะ จังหวัดอุบลราชธานี แก่งกะเบา                 จังหวัดมุกดาหาร แก่งคุดคู้ จังหวัดเลย               แก่งเลิงจาน จังหวัดมหาสารคาม แก่งฟ้า จังหวัดขอนแก่น  เป็นต้น            ในด้านลมฟ้าอากาศ  พบว่าภาค

อุทยานแห่งชาต