ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงสุญญากาศในการบริหารประเทศ นั่นเป็นเพราะเรากำลังมีรัฐบาลรักษาการณ์ที่ไม่สามารถดำเนินนโยบายหรือตัดสินใจในเรื่องสำคัญๆ ได้ ภาวะอย่างนี้ทำให้ทุกภาคส่วนเกรงว่าเศรษฐกิจที่เดินหน้าอยู่ดีๆ จะชะลอตัวลง หรือจะสามารถเดินต่อไปได้หรือไม่
         
               คำถามนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเศรษฐกิจทั่วโลกกำลังป้อแป้ ไม่เว้นประเทศพี่ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกา ตัวเลขที่ทยอยประกาศออกมาดูเหมือนว่าจะฟื้นตัวได้ช้ากว่าที่คาดการณ์ ญี่ปุ่นเองก็ยอมรับสภาพจะเข้าสู่ภาวะถดถอยในครึ่งปีหลัง โซนยุโรปหลายประเทศอ่อนแอลงเรื่อยๆ แล้วอย่างนี้ประเทศไทยที่อยู่ในช่วงขาดหางเสือ จะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคและปัจจัยลบมากมายไปได้อย่างไร
         
              นับเป็นโชคดีของประเทศไทยที่เครื่องยนต์ 4 เครื่องยังคงทำงานได้ไปเรื่อยๆ การลงทุนภาคเอกชนที่อั้นมานาน เพราะถูกการเมืองพ่นพิษใส่ โดยเฉพาะปี 2553 เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง ดังนั้น เมื่อการเมืองสงบในปีนี้ และกำลังการผลิตที่เกือบเต็ม ก็ถึงเวลาต้องลงทุนเพิ่มเติมเสียที ซึ่งเห็นภาพชัดเจนจากตัวเลขสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ที่เติบโตดีเหลือเกินในช่วง 3 เดือนของปีนี้
         
              รัฐบาลเองก็เดินหน้าลงทุนโครงการขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์หลายโครงการ แถมยังสารพัดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและเร่งการเบิกจ่ายเงิน ทำให้ขาดดุลเงินสดสูงถึง 4.43 แสนล้านบาทในรอบ 7 เดือนปีงบประมาณนี้
         
              ส่วนภาคประชาชนมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น แม้ส่วนหนึ่งจะจำใจควักเงินจ่ายเพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าก็ตาม แต่มีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดี และภาคการส่งออกที่ทำสถิติสูงสุดอย่างคาดไม่ถึงในปี2553 ในปีนี้ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่อง   พรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวอย่างมั่นใจว่า เป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยในปีนี้ที่ตั้งเป้า 12-15% จะเป็นไปได้อย่างแน่นอน
          
               "แนวโน้มการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่อง แม้เดือน เม.ย.ปีนี้ จะขยายตัว 24.6%น้อยกว่าการนำเข้าที่พุ่งแรง 27.9% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 796.5 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ไม่น่าห่วง เพราะนำเข้าที่เพิ่มขึ้นมาจากกลุ่มสินค้าเชื้อเพลิง สินค้าทุนและกึ่งวัตถุดิบ เพื่อนำมาผลิตสินค้าส่งออกในเดือนต่อๆ ไป"
         
                อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด คือ สภาพภูมิอากาศ ที่มีผลต่อผลผลิตภาคเกษตรและอาหาร แต่ก็อาจส่งผลดีช่วยให้ราคาเพิ่มสูงขึ้น ความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และนโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจในญี่ปุ่น ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งปัจจัยบวกและลบ
         
                  ส่วนราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก รวมถึงการขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสินค้าสูงขึ้น และการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรม แต่เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัว เป็นปัจจัยบวกต่อการส่งออกไทย
          
                   ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า การส่งออกเดือน เม.ย.ที่เพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะอุปกรณ์และส่วนประกอบยานยนต์ลดลง 5.4% ตามการส่งออกยานยนต์ 16.6% นอกจากนี้ การส่งออกทองคำไปออสเตรเลียลดลงเพราะราคาผันผวนมาก
           
                 นันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก กล่าวว่า ความเสียหายจากสึนามิและแผ่นดินไหวใหญ่ในญี่ปุ่นแทบไม่ส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยเลย เพราะตลาดญี่ปุ่นยังขยายตัวสูงถึง39.5% เทียบกับ เม.ย.ปีก่อน หรือมีมูลค่า1,829 ล้านเหรียญสหรัฐ แต่ลดลงเล็กน้อยเทียบกับเดือน มี.ค. 2554
          
                นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) กล่าวว่า ในช่วง7 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 รัฐบาลมีรายได้นำส่งคลังทั้งสิ้น 9.16 แสนล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 6.72 หมื่นล้านบาท หรือ 7.9% โดยเป็นผลมาจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวต่อเนื่อง ทำให้การจัดเก็บรายได้จาก 3 กรมจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมาก สะท้อนว่ากำลังซื้อและการผลิตในประเทศอยู่ในเกณฑ์ที่ดี
         
             ในขณะที่การเบิกจ่ายเงินงบประมาณมีทั้งสิ้น 1.29 ล้านล้านบาท สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 2.19 แสนล้านบาท หรือ 20.3%ทำให้เงินงบประมาณขาดดุล 3.82 แสนล้านบาท เมื่อรวมกับการขาดดุลเงินนอกงบประมาณ 6.1 หมื่นล้านบาท จากการไถ่ถอนตั๋วเงินคลัง ส่งผลให้รัฐบาลขาดดุลเงินสดรวม 4.43 แสนล้านบาท
         
             ทั้งนี้ รัฐบาลได้กู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุล 1.29 แสนล้านบาท ทำให้ดุลเงินสดหลังกู้ขาดดุลทั้งสิ้น 3.14 แสนล้านบาท ส่งผลให้เงินคงคลัง ณ สิ้นเดือน เม.ย. มีจำนวน1.15 แสนล้านบาท และคาดว่าเงินคงคลังณ สิ้นปีงบประมาณ 2554 จะมีจำนวนประมาณ 3 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่มั่นคง
         
              นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ธนชาต มองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่เฟสใหม่ เป็นช่วงที่เศรษฐกิจมีพื้นฐานที่แน่นขึ้นอย่างมาก ไม่ใช่เติบโตสูงเหมือนที่ผ่านมา
         
             "เศรษฐกิจที่มีความยั่งยืนมากขึ้น เป็นเพราะประชาชนมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนมากขึ้น ภายหลังรัฐเปลี่ยนการใช้จ่ายการส่งออกดี ราคาสินค้าทางการเกษตรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาคธุรกิจและครัวเรือนมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น"
         
             เวลานี้เศรษฐกิจไทยสามารถเดินหน้าได้เรื่อยๆ หากไม่มีข่าวร้ายมาทำให้เครื่องยนต์สะดุดกึกหรือหยุดชะงักลง โดยเฉพาะการดับความฝันเรื่องการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นตามนัดวันที่ 3 ก.ค. 2554 นี้ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐบาลใหม่เข้ามากุมบังเหียนบริหารประเทศให้รุ่งเรืองโชติช่วงชัชวาลกันต่อไป

           คนมีการศึกษา หรือ มีความคิด เมื่อจะต้องตัดสินใจอย่างไร ก็ต้องมีฐานข้อมูลสนับสนุน พิจารณาเหตุผลของคนให้ข้อมูลว่ามีความน่าเชื่อถือหรือไม่ คิดถึงภาพรวมของประเทศ หรือสังคม ไม่ใช่คิดเอาเอง หรือคิดแต่ว่าตัวเองจะได้อะไร

          ถ้าคิดได้ดังนี้ การตัดสินใจของพวกเราจะมีผลต่อเหตุการณ์สำคัญในต้นเดือนกรกฎาแน่น่อน

http://www.posttoday.com/ข่าว/การเงิน/89942/ขาดดุลเงินสด-4-แสนล้านศก-โตไม่รอเลือกตั้ง

Comment

Comment:

Tweet