สิ่งเตือนใจจากญี่ปุ่น

posted on 20 Mar 2011 08:55 by pojjamansk in General

 

                ตอนนี้ หลาย ๆ คนคงติดตามเรื่องราวของญี่ปุ่นด้วยใจระทึก เพราะเกิดภัยธรรมชาติอย่างรุนแรง แม้ว่าแผ่นดินไหวในบ้านเราจะยังไม่เคยเกิดรุนแรงมากขนาดนี้ แต่การเกิดคลื่นยักษ์ซึนามินั้น เคยเกิดขึ้นในบ้านเรามาแล้ว เราจึงรับรู้และเห็นใจพี่น้องชาวญี่ปุ่นได้อย่างรวดเร็ว

                จำได้ว่าเที่ยงวันของวันที่ 11 มีนาคม 2554 เมื่อทราบเหตุการณ์ทางอินเตอร์เน็ตแล้ว ไม่ค่อยหนักใจนัก เพราะรู้อยู่ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ฐานะทางเศรษฐกิจก็ดี ระบบการเตือนภัยก็เยี่ยมยอด คงจะรับมือกับความเสียหายได้ ไม่ว่าจะมากมายขนาดไหน จำนวนผู้เสียชีวิตก็คงไม่มากนัก ถ้าเทียบกับบ้านเรา ที่ไม่มีการเตือนภัยใดๆ เพราะไม่เคยเกิดมาก่อน

                เมื่อเวลาผ่านไป กลับพบวิกฤติใหญ่กว่า และไม่สามารถคาดการณ์ผลเสียที่อาจตามมาได้ คือ การระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่ทำให้สารกัมมันตภาพรังสีรั่วไหลออกมาได้

                ตรงนี้เองที่ทำให้เกิดความเห็นใจ และเอาใจช่วยจากคนทั้งโลก

                ธรรมชาติ เหมือนจะเตือนใจว่า หากเกิดภัยพิบัติในญี่ปุ่น ประเทศที่มีความพร้อมในทุกๆด้าน โดยเฉพาะด้านจิตใจที่แข็งเกร็งจนได้รับการกล่าวขานกันทั่ว (ความจริงคนญี่ปุ่นก็เป็นเช่นนี้ อดทน มีวินัย เสียสละ แต่การสื่อสารอย่างรวดเร็วของโลกปัจจุบัน ทำให้ชาวโลกรับรู้อย่างรวดเร็ว และสัมผัสได้ไม่ยาก จากภาพที่สื่อต่างๆเผยแพร่ออกมา) ว่าจะรับมือได้หรือไม่ หากไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงประเทศเล็กๆ ยากจน ประชาชนทะเลาะกันไม่เลิก  มิต้องสูญสิ้นชาติเลยหรือ

                ถ้าคิดได้ ก็เตือนตัวเอง ไม่ต้องเตือนคนอื่น เพราะทุกวันนี้ เรามัวแต่เตือนคนอื่น แต่ไม่เตือนตัวเอง...

                อ้าว!  ที่เขียนอยู่นี่ เพราะมุ่งแต่เตือนคนอื่น ไม่เตือนตัวเอง   เข้าตำรา “ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง”

                ....ถ้าเช่นนั้น มาดูเรื่องที่เป็นสาระกันนะ (หยุดบ่นได้แล้ว)

               ก็สืบเนื่องจาก  สารกัมมันตรังสีรั่วไหล ว่าจะมีผลอย่างไร เลยเอามาสรุปให้รู้กัน ดังนี้

               การได้รับสารกัมมันตรังสี ปริมาณมากๆ อยู่ใกล้กับแหล่งระเบิดมากๆ จะทำให้เซลล์ของร่างกายหยุดเจริญเติบโต มีแผลตามร่างกาย เม็ดเลือดต่ำทั้งเม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาว ร่างกายอ่อนเพลีย และเกิดการติดเชื้อในกระแสโลหิต ถึงขั้นเสียชีวิตในเวลาไม่กี่วัน แต่หากปริมาณรังสีที่ได้รับเป็นจำนวนน้อย  ปริมาณรังสีนั้นอาจไม่มากพอที่จะทำอันตรายโดยตรงกับร่างกายของเรา แต่อาจทำให้เซลล์บางส่วนผิดปกติ และเกิดเป็นมะเร็งขึ้นภายหลัง ซึ่งหนึ่งในเซลล์ของร่างกาย ที่ไวต่อสารกัมมันตรังสีมากที่สุด คือ ไทรอยด์ ดังนั้น หากต่อมไทรอยด์ของร่างกายได้รับสารรังสีเกินขนาด อาจทำให้เกิดมะเร็งขึ้นในอนาคตได้ อาจจะ 10-20 ปีต่อมา ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ได้รับ
       
              สารกัมมันตรังสี ที่ตกค้างหลังการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจลอยอยู่ในอากาศ และตกลงมาพร้อมกับฝนได้ (แต่ฝนในญี่ปุ่นจะไม่สามารถมาถึงไทย)
       
       เกลือไอโอดีนเม็ด ป้องกันมะเร็งไทรอยด์ได้อย่างไร ในผู้ที่ได้รับสารกัมมันตรังสี
       
            ต่อมไทรอยด์เป็นอวัยวะที่ดูดจับไอโอดีนที่เข้ามาในร่างกายได้เร็วที่สุด และมากที่สุดร้อยละ 99 ของไอโอดีนที่ร่างกายรับเข้าไปจะถูกจับที่ต่อมไทรอยด์ ดังนั้น หากน้ำดื่ม ปลา อาหาร ที่อยู่ในบริเวณที่มีการระเบิดของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ อาจมีสารกัมมันตรังสีในปริมาณสูง และไอโอดีนเป็นสารที่จับสารกัมมันตรังสีได้เร็วที่สุด ดังนั้น หากรับประทานอาหารจากแหล่งดังกล่าว ต่อมไทรอยด์จะรับสารไอโอดีนที่มีกัมมันตรังสีเข้าไปด้วย จึงเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง ธรรมชาติได้ช่วยร่างกายเราไว้อย่างหนึ่งคือ หากต่อมไทรอยด์ได้รับไอโอดีนจนอิ่มแล้ว จะไม่รับไอโอดีนเพิ่มเข้าไปอีก หรือรับแต่เพียงเล็กน้อย ดังนั้น ในกลุ่มเสี่ยง หากกินไอโอดีนเม็ดเข้าไปในปริมาณพอเหมาะ จะทำให้ต่อมไทรอยด์อิ่ม และดูดจับไอโอดีนที่มีสารกัมมันตรังสีที่ปนเปื้อนกับอาหารและน้ำได้น้อยลง เราจึงเสี่ยงลดลง การกินไอโอดีนเม็ดจึงจำเป็นสำหรับคนที่อยู่ในบริเวณกับที่เกิดเหตุเท่านั้น

            รู้แล้ว ก็อย่าตื่นตกใจ ไปหาไอโอดีน กินเข้าไปนะ เพราะหากได้รับปริมาณมากเกินไป ก็จะเป็นผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกัน เพราะหากร่างกายรับไอโอดีนเข้าไปในปริมาณมากเกิน ระยะแรกจะทำให้ต่อมไทรอยด์หยุดทำงานชั่วคราว เกิดอาการอ่อนเพลีย แต่หลังจากนั้นประมาณ 3-5 วัน ต่อมไทรอยด์จะทำให้ไอโอดีนที่กินเข้าไปสร้างเป็นฮอร์โมนไทรอยด์ ซึ่งหากกินไอโอดีนเม็ดเข้าไปมาก จะทำให้เกิดภาวะที่ฮอร์โมนไทรอยด์เกิน (hyperthyroid) หรือ ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งเป็นโรคอย่างหนึ่ง แต่ต้องการการรักษา หากไม่รักษา ร่างกายจะอ่อนเพลีย เหนื่อย ผอมลง ดังนั้น คนทั่วไปจึงห้ามกินไอโอดีนเม็ด ถ้าไม่ใช่คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่อยู่ใกล้บริเวณที่รับสารกัมมันตรังสี
             

             ความรู้นี้ได้มาจาก รศ.นพ. อดุลย์ รัตนวิจิตราศิลป์  สาขาวิชาศัลยศาสตร์ศีรษะ คอและเต้านม ภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล  (ศิษย์เก่า ร.ร.สวนกุหลาบวิทยาลัย)http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9540000033905

Comment

Comment:

Tweet

ขอบคุนคับ

#3 By วิศวินทร์ (180.180.106.102) on 2011-03-28 21:12

อ๋อ... เข้าใจและ...

ขอบคุณค้า... big smile
ขอบคุณสำหรับความรู้
ที่แท้ก็ให้กินเกลือไอโอดีนเพื่อให้ร่างกาย
ไม่ต้องการไอโอดีนนั่นเอง