สำหรับ 602  606 โดยเฉพาะ

        จากการศึกษาเรื่องราวของสมัยใหม่ในอารยธรรมตะวันตก จะพบว่ามีเหตุการณ์สำคัญอย่างหนึ่งคือ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ส่วนจะเปลี่ยนแปลงอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับภูมิหลังของแต่ละประเทศ

       ในอังกฤษ นับว่าเป็นประเทศที่มีการพัฒนาอย่างค่อยเป็น ค่อยไป บางช่วงของประวัติศาสตร์ก็มีความรุนแรงแทรกอยู่ แต่บรรพบุรุษของเขาก็สามารถแก้ปัญญา ฝ่าวิกฤติมาได้ เราควรรู้เรื่องราวของเขาให้ละเอียด เพื่อจะได้เป็นบทเรียนแก่ประเทศของเรา

       จึงอยากให้พวกเราค้นคว้าสาระข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการประชาธิปไตยในอังกฤษ ตั้งแต่เริ่มแรก จนกระทั้งปัจจุบัน เลือกมา คนละ 1 ข้อมูล อย่าซ้ำกันนะคะ จอคอยอ่าน เสาร์ที่ 21 สค นี้ค่ะ

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????   ??????????????????
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry ???????????????

Tweet

บทบัญญัติแมคนาคาร์ตา (Magna Carta, 1215)

ในสมัยพระเจ้าจอห์นซึ่งพระองค์ต้องการเงินทำสงคราม จึงบังคับให้ประชาชนเสียภาษีมากขึ้นและทำการปกครองโดยการกดขี่ประชาชนทำให้ประชาชนเดือดร้อน จนก่อให้เกิดการรวมกำลังต่อต้านพระมหากษัตริย์ และบังคับให้พระเจ้าจอห์นลงพระนามในเอกสารที่สำคัญ คือ บทบัญญัติแมคนาคาร์ตาในปี ค.ศ. 1215 ซึ่งมีหลักการสำคัญ คือ
(1) พระเจ้าแผ่นดินจะเรียกเก็บภาษี หรือขอให้ราษฎรให้ความช่วยเหลือไม่ได้ นอกจากจะได้รับความยินยอมจากที่ประชุมหัวหน้าราษฎร
(2) การงดใช้กฎหมาย หรือการยกเว้นไม่ใช้กฎหมายบังคับแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งจะกระทำไม่ได้
(3) บุคคลใดๆ จะถูกจับกุมคุมขัง หน่วงเหนี่ยว หรือขับไล่เนรเทศไม่ได้ นอกจากการนั้นเป็นไปโดยคำพิพากษาที่ชอบ และตามกฎหมายของบ้านเมือง

นอกจากนี้บทบัญญัติแมคนาคาร์ตาถือเป็นรากเหง้าของการปกครองระบอบประชาธิปไตยเป็นรากฐานของรัฐธรรมนูญประเทศอังกฤษ และเป็นเอกสารสำคัญทางประวัติศาสตร์การปกครองของอังกฤษ รวมทั้งวางหลักวิธีพิจารณาความของอังกฤษด้วย

นายศุภฤกษ์ สานสุขสมบูรณ์ ม.606 เลขที่ 1

#14 By นายศุภฤกษ์ สานสุขสมบูรณ์ (125.24.11.250) on 2010-08-17 11:03

มีระบบรัฐสภาคอยตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล โดยรัฐสภาของอังกฤษเป็น “ระบบสองสภา (Bicameral Parliament) ประกอบด้วย สภาสามัญ (House of Commons) และ สภาขุนนาง (House of Loads)

นายชานน เอื้อพัฒนะอำรุง ม.602 เลขที่ 29

#15 By นายชานน เอื้อพัฒนะอำรุง ม.602 เลขที่ 29 (58.147.4.25) on 2010-08-17 12:11

ในศตวรรษที่ 18 สภาขุนนางยังมีอำนาจมากกว่าสภาสามัญ จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติปฏิรูปรัฐสภา ( ค.ศ.1832-1867 ) มอบสิทธิการเลือกตั้งให้กับสามัญชนมากขึ้น
สภาขุนนางมีหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา กษัตริย์เป็นประมุข นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร กฏหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ยึดถือประเพณีและกฏปฏิบัติที่สืบต่อกันมา

ศุภธัช เมฆรังสิมันต์ เลขที่ 12 ม.602

#16 By ศุภธัช เมฆรังสิมันต์ เลขที่ 12 ม.602 (58.147.4.25) on 2010-08-17 12:15

แก้ไขจากcommentแรกครับ

ในสมัย ค.ศ.1215 ขุนนางบังคับให้กษัตริย์ คือ พระเจ้าจอห์นที่ 5 ทรงยอมรับ "บทบัญญัติแมคนาคาร์ตา" ซึ่งถือเป็นการสละสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ที่อยู่เหนือกฎหมาย นำไปสู่การตั้งรัฐสภา (สภาขุนนาง,สภาสามัญชน)

นายศุภฤกษ์ สานสุขสมบูรณ์ ม.606 เลขที่1

#17 By นายศุภฤกษ์ สานสุขสมบูรณ์ (58.147.4.25) on 2010-08-17 16:15

ในสมัยการสร้างรัฐชาติ (ค.ศ.1215)

เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายกษัตริย์และสภาสามัญชน โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ หันมาจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐ มีสภาเดียวและครอมเวลล์ก็ใช้การปกครองในฐานะเผด็จการทหาร

นาย ทนนันต์ แซ่หยาง ม.606 เลขที่ 47

#18 By ทนนันต์ แซ่หยาง ม.606 เลขที่ 47 (58.147.4.25) on 2010-08-17 16:20

เกิดสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายกษัตริย์และสภาสามัญชน หลังจากนั้น โอลิเวอร์ ครอมเวลล์ หันมาจัดตั้งรัฐบาลสาธารณรัฐ มีสภาเดียวและครอมเวลล์ก็ใช้การปกครองในฐานะเผด็จการทหาร

นายอภินัทธ์ จรูญพิพัฒน์กุล ม.602 เลขที่ 10

#19 By นายอภินัทธ์ จรูญพิพัฒน์กุล ม.602 เลขที่ 10 (58.147.4.25) on 2010-08-17 16:26

รัฐสภาแห่งอังกฤษ มีรากฐานของการจำกัดพระราชอำนาจของกษัตริย์มาจากมหากฎบัตร ซึ่งสมาชิกรัฐสภาชุดแรกที่มาจากการเลือกตั้ง ได้แก่ รัฐสภาของเดอ มงต์ฟอร์ต ในปี ค.ศ. 1265 แต่อันที่จริงแล้ว มีเพียงประชาชนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่ออกมาแสดงความคิดเห็น โดยรัฐสภาได้รับการคัดเลือกจากประชาชนคิดเป็นน้อยกว่า 3% ในปี ค.ศ. 1780 และยังได้เกิดปัญหากับรูปแบบการปกครองดังกล่าว ที่เรียกว่า "เขตเลือกตั้งเน่า" (rotten boroughs) โดยอำนาจในการจัดตั้งรัฐสภานั้นขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของกษัตริย์

#21 By วริศ รัศมีไพศาล (58.8.180.197) on 2010-08-17 17:18

วริศ รัศมีไพศาล ม.606 เลขที่ 39

#22 By นาย วริศ รัศมีไพศาล (58.8.180.197) on 2010-08-17 17:27

ป.ล. ผมโพสต์เนื้อหาได้ไม่ครบนะครับ ไม่ทราบว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้น... กดโพสแล้วมันไม่ติดน่ะครับ

#23 By วริศ รัศมีไพศาล (58.8.180.197) on 2010-08-17 17:28

ประเทศอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร มีพัฒนาการของประชาธิปไตยเริ่มตั้งแต่ในปี ค.ศ. 1688 ซึ่งช่วงนั้นเรียกว่าการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ (The Glorious Revolution)โดยรูปแบบระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษนั้น จะมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เช่นเดียวกับประเทศไทย

ศิรสิทธิ์ ตรีทิพยรักษ์ ม.606 เลขที่ 40

#24 By ศิรสิทธิ์ ตรีทิพยรักษ์ ม.606 เลขที่ 40 (61.90.81.180) on 2010-08-17 17:36

#25 By (61.90.95.239) on 2010-08-17 17:46

ผลงานการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ถือเป็นการสิ้นสุดของระบอบ

#26 By นายหัสวีร์ 602 (61.90.95.239) on 2010-08-17 17:49

ผลจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ถือเป็นการสิ้นสุดระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐสภามีอำนาจสูงสุดแห่งการปฏิวัติของอังกฤษเป็นตัวอย่างและเป็นปฏิบัติการที่เป็นจริงของการเมืองตะวันตก (นายหัสวีร์ วิรัลสิริภักดิ์ ม.602 / 2)

#27 By หัสวีร์ (61.90.95.239) on 2010-08-17 17:50

ในระบอบรัฐธรรมนูญที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของอังกฤษนั้น พระมหากษัตริย์จะทรงมีภารกิจที่สำคัญตามรัฐธรรมนูญในเชิงพิธีการ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ ส่วนในทางการเมืองนั้นทรงกระทำการตามคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี เช่น อำนาจในการเรียกประชุมสภา ยุบสภา อำนาจในการประกาศสงคราม การแต่งตั้งรัฐมนตรี และการให้อภัยโทษ เป็นต้น

#28 By ฐาษพร จรัสวิลาสวาณิชย์ ม.606 เลขที่.16 (58.64.72.53) on 2010-08-17 17:53

คำขอสิทธิ (Petition of Right, 1628)
เป็นเอกสารที่วางพื้นฐานให้ประชาชนสามารถประท้วงพระมหากษัตริย์ ในเรื่องของการเก็บภาษี โดยไม่ได้รับความยินยอมจากรัฐสภา การจับกุมคุมขังตามอำเภอใจ และการกระทำอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบถึงเสรีภาพของประชาชน ซึ่งพระมหากษัตริย์ทรงจำยอมต่อข้อเรียกร้องเหล่านี้ทุกข้อ
นายปาณัช อชินธรางกูร เลขที่ 6 ห้อง 602

#29 By นายปาณัช อชินธรางกูร เลขที่ 6 ห้อง 602 (125.24.14.153) on 2010-08-17 18:00

ในสมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 2 ค.ศ.1688 เกิดการปฏิวัติทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกษัตย์กับสภามากขึ้น จึงเป็นผลดีกับรัฏสภา และเป็นการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ การปฏิวัติครั้งนี้ยังเป็นตัวแบบให้กับชาติอื่นๆด้วย สรุปการปฏิวัติครั้งนี้จึงทำให้ประเทศอังกฤษเกิดการพัฒนา
นายวัชรากร ศิริวัฒพงศ์ ม.606 เลขที่ 7

#30 By นายวัชรากร ศิริวัฒพงศ์ ม.606 เลขที่ 7 (183.89.109.18) on 2010-08-17 18:01

ประชาธิปไตยอังกฤษเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ ค.ศ.๑๘๓๒ ซึ่งเป็นปีที่มีการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้ทันสมัยและยุติธรรมอย่างแท้จริง พระมหากษัตริย์อังกฤษจะทรงเคารพระบบรัฐธรรมนูญ โดยทรงปฏิบัติตามกฎหมายและประเพณีทางรัฐธรรมนูญ พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นประมุข แต่จะไม่มีอำนาจใดๆ ในทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นเรื่องการปกครองโดยตรง

วรพรต พิริยะนันทชัย ม.606 เลขที่ 19

#31 By วรพรต (58.64.93.232) on 2010-08-17 18:09

ประชาธิปไตยอังกฤษเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ ค.ศ.๑๘๓๒ ซึ่งเป็นปีที่มีการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้ทันสมัยและยุติธรรมอย่างแท้จริง พระมหากษัตริย์อังกฤษจะทรงเคารพระบบรัฐธรรมนูญ โดยทรงปฏิบัติตามกฎหมายและประเพณีทางรัฐธรรมนูญ

นายไชยสิน ถาวรลัญฉ์ ม.602 เลขที่9

#32 By นายไชยสิน ถาวรลัญฉ์ ม.602 เลขที่9 (58.9.71.120) on 2010-08-17 18:37

ประชาธิปไตยในอังกฤษ

เป็นแม่แบบของการปกครองระบอบประชาธิปไตย โดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษร

ประพันธ์ รัตนสมโชค ม.606 เลขที่ 33

#33 By ประพันธ์ รัตนสมโชค ม.606 เลขที่ 33 (125.24.3.48) on 2010-08-17 18:46

ขอแก้ไขเนื่องจากซ้ำครับ
การพัฒนาการประชาธิปไตยในอังกฤษในปัจจุบันมีการเลือกตั้งระบอบประชาธิปไตยเข้าสู่สภาอังกฤษ
มีหลักคือพรรคที่ชนะที่นั่งมากที่สุดหรือพรรคที่ได้รับการสนับสนุนจากสมาชิกส่วนใหญ่ในสภาสามัญมักได้เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษโดยตามประเพณีนั้น พระมหากษัตริย์จะเชิญให้ผู้นำพรรคนั้นๆทำการจัดตั้งรัฐบาล
นายไชยสิน ถาวรลัญฉ์ ม.602 เลขที่9

#34 By นายไชยสิน ถาวรลัญฉ์ ม.602 เลขที่9 (58.9.71.120) on 2010-08-17 18:47

หลังจากการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ แล้ว ในศตวรรษที่ 18 ซึ่งสภาขุนนางยังมีอำนาจมากกว่าสภาสามัญ จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติปฏิรูปรัฐสภา ( ค.ศ.1832-1867 ) มอบสิทธิการเลือกตั้งให้กับสามัญชนมากขึ้น

#35 By นายศุภวิชญ์ เชิญถนอมวงศ์ ม.606 เลขที่ 44 (58.64.92.18) on 2010-08-17 19:02

มีการปฏิรูปกันขนานใหญ่ในศตวรรษที่ 19 และ 20 ถึงจะประกฎในรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยดังที่ปรากฏ การต่อสู้ดิ้นรนระหว่างขุนนางอังกฤษและมหากษัตริย์ในอดีต เป็นการต่อสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นของตนเองและตามแนวความคิดเชื่อถือตามลัทธิศาสนา แต่ผลของการต่อสู้เรื่องนี้ชักนำให้เกิดระบบการปกครองที่กลายเป็นพื้นฐานของระบบการปกครองประชาธิปไตยในสมัยต่อมาการปกครองของอังกฤษมิได้มีการแบ่งแยกอำนาจอธิปไตยออกเป็น อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร และอำนาจตุลาการ ในลักษณะที่ชัดเจน

#36 By มาร์วิน อารีเฉลิม ม.606 เลขที่ 34 (125.24.56.196) on 2010-08-17 19:06

พระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษ
ประชาธิปไตยอังกฤษเริ่มพัฒนามาตั้งแต่ ค.ศ.1832ซึ่งเป็นปีที่มีการปฏิรูประบบเลือกตั้งให้ทันสมัยและยุติธรรม พระมหากษัตริย์อังกฤษจะทรงเคารพระบบรัฐธรรมนูญโดยทรงปฏิบัติตามกฏหมายและประเพณีทางรัฐธรรมนูญ
นรเชษฐ์ อัจจิมา ม.606 เลขที่ 22

#37 By นรเชษฐ์ อัจจิมา ม.606 เลขที่ 22 (1.47.200.204) on 2010-08-17 19:08

- อย่างไรก็ตามในศตวรรษที่ 18 สภาขุนนางยังมีอำนาจมากกว่าสภาสามัญ จึงได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติปฏิรูปรัฐสภา ( ค.ศ.1832-1867 ) มอบสิทธิการเลือกตั้งให้กับสามัญชนมากขึ้น
สภาขุนนางมีหน้าที่แค่ให้คำปรึกษา กษัตริย์เป็นประมุข นายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร กฏหมายรัฐธรรมนูญของอังกฤษมิได้เขียนเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ยึดถือประเพณีและกฏปฏิบัติที่สืบต่อกันมา

#38 By วัชรพล ลิ้มศิรินาวา 602 เลขที่.30 (58.9.31.26) on 2010-08-17 19:11

ปัจจุบัน พรรคการเมืองสำคัญของอังกฤษมี 2 พรรค คือ พรรคกรรมกร และพรรคอนุรักษ์นิยม

สรวิศ วงศ์พุทธรักษา ม.606 เลขที่11

#39 By สรวิศ วงศ์พุทธรักษา ม.606 เลขที่11 (125.25.111.132) on 2010-08-17 19:13

หลังปฏิวัติอุตสาหกรรม เกิด 2 ชนชั้น คือ นายทุนและกรรมกรซึ่งเาไปมีบทบาทในการตั้งสภา โดย สส มาจากชนชั้นกลาง (นายทุน) เกิดพรรค Tory (อนุรักษ์นิยม) พรรคเสรีนิยม และกรรมกรมีบทบาทตั้งสภาพรรคกรรมกร (labour party)

นายณัฐพงษ์ พิณทุกานนท์ ม.602 เลขที่ 20

#40 By นายณัฐพงษ์ พิณทุกานนท์ ม.602 เลขที่ 20 (125.24.253.174) on 2010-08-17 19:16

(แก้ไข เนื่องจากcommentที่แล้วซ้ำกับคนอื่นครับ) การปกครองในระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษ
ประเทศอังกฤษเป็นประเทศที่ใช้กฏหมายในระบบ COMMON LAW คือ ระบบกฏหมายที่เกิดจากจารีตประเพณี ในระบบนี้จะไม่มีการบัญญัติกฏหมายไว้เป็นลายลักษณ์อักษร นรเชษฐ์ อัจจิมา ม.606 เลขที่ 22

#41 By นรเชษฐ์ อัจจิมา ม.606 เลขที่ 22 (1.46.201.35) on 2010-08-17 19:26

ประเพณีการปกครองอังกฤษถือว่า พระมหากษัตริย์จะมีพระราชอำนาจ ๓ ประการ คือ พระราชอำนาจที่จะทรงรับการปรึกษาหารือจากรัฐบาล พระราชอำนาจที่จะทรงสนับสนุนรัฐบาลและพระราชอำนาจที่จะทรงตักเตือน

#42 By ทวีศักดิ์ เล็กตระกูลชัย ม.606 เลขที่ 31 (125.24.69.207) on 2010-08-17 19:33

เมื่อพูดถึงประชาธิปไตย สิ่งที่ต้องพูดถึงสิ่งหนึ่งของประชาธิปไตย ก็คือ รัฐธรรมนูญ ซึ่งประเทศสหราชอาณาจักรหรืออังกฤษ ก็เป็นต้นแบบของหลักประชาธิปไตย แต่ไม่มีรัฐธรรมนูญที่เป็นหรือใช้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่จะเป็นรัฐธรรมนูญแบบตามจารีตประเพณี กล่าวคือ ใช้วิธีเล่าขานสืบต่อกันมา

นายปริชญ์ ไวทยะโกมล ม.606 เลขที่ 14

#45 By นายปริชญ์ ไวทยะโกมล ม.606 เลขที่ 14 (180.180.0.69) on 2010-08-17 19:56

แก้เนื่องจากซำครับ
กฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ (The Act of Settlement, 1701)
โดยไม่เพียงแต่บัญญัติเรื่องของการสืบสันตติวงศ์เท่านั้น แต่ยังได้วางหลักความเป็นอิสระในการพิพากษาคดีของศาล และวางเงื่อนไขหลักการปกครองแบบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเอาไว้อีกด้วย

นายอภินัทธ์ จรูญพิพัฒน์กุล ม.602 เลขที่ 10

#46 By นายอภินัทธ์ จรูญพิพัฒน์กุล ม.602 เลขที่ 10 (118.174.166.56) on 2010-08-17 20:11

แก้ด้วยครับ เนื่องจากซ้ำ

ระบบสองสภา (Bicameral Parliament) ในระบอบประชาธิปไตยของประเทศอังกฤษ ประกอบด้วย สภาสามัญ (House of Commons) ซึ่งเป็นสมาชิกรัฐสภาที่มาจากการเลือกตั้ง และ สภาขุนนาง (House of Loads)ซึ่งสภาขุนนางนี้ สามารถแบ่งย่อยออกได้เป็นอีก 2 ส่วน ได้แก่

1. ส่วนที่พรรคการเมืองเป็นคนเลือกเข้ามาตามสัดส่วนที่ได้รับเลือกตั้งในสภาสามัญ

2. ส่วนของผู้ที่สืบเชื้อสายจากสกุล คือ ได้รับตำแหน่งสืบสายมาจากสกุล กล่าวคือ ถ้าพ่อหรือปู่อยู่ในสภาขุนนางมาก่อน ลูกคนต่อๆ ไปก็จะได้ตำแหน่งไปด้วย เป็นการสืบสายตามเชื้อสกุล

นายปริชญ์ ไวทยะโกมล ม.606 เลขที่ 14

#47 By นายปริชญ์ ไวทยะโกมล ม.606 เลขที่ 14 (182.52.95.233) on 2010-08-17 20:19

ค.ศ. 1215 มี บทบัญญัติแมคนาคาร์ตา ซึ่งมีใจความสำคัญเช่น พระเจ้าแผ่นดินจะเรียกเก็บภาษี หรือขอให้ราษฎรให้ความช่วยเหลือไม่ได้ นอกจากจะได้รับความยินยอมจากที่ประชุมหัวหน้าราษฎร

ธิติวัฒน์ สมิทธิปรีชาวงษ์ ม.606 เลขที่ 15

#48 By ธิติวัฒน์ สมิทธิปรีชาวงษ์ ม.606 เลขที่ 15 (125.24.181.32) on 2010-08-17 20:22

อังกฤษ เป็นประเทศเดียวที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร (Unwritten Constitution) ซึ่งหมายถึง หลักการปกครองต่างๆ ไม่ได้อยู่รวมกันเป็นรัฐธรรมนูญเฉพาะ แต่กระจายอยู่ตามกฎหมายต่างๆ และคำพิพากษาต่างๆ รวมทั้งธรรมเนียมปฏิบัติที่ สืบทอดกันมาจนกลายเป็นจารีตประเพณี ดังนั้น จึงมีความยืดหยุ่น สามารถมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เสมือนเป็นสิ่งมีชีวิต สิ่งที่กล่าวมานี้ทำให้รัฐธรรมนูญอังกฤษมีเอกลักษณ์เฉพาะของตนเอง อันเป็นผลมาจากวิวัฒนาการยาวนานของระบอบประชาธิปไตยในประเทศอังกฤษที่สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในดุลอำนาจของกลุ่ม และชนชั้นต่างกฎหมายรัฐธรรมนูญอังกฤษจึงเป็นการค่อยๆ ลดพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ลงที่ละเล็กละน้อย ดังจะเห็นได้ว่ารัฐธรรมนูญอังกฤษในยุคแรกเป็นการดุลอำนาจระหว่างพระมหากษัตริย์กับกลุ่มขุนนาง ต่อมาในศตวรรษที่ 19 มีรัฐธรรมนูญที่เป็นตัวแทนของชนชั้นกลางมากขึ้น เรื่อยมาจนเป็นรัฐธรรมนูญแบบประชาธิปไตยในศตวรรษที่ 20

นาย ศุภพล ดิถีสวัสดิ์ ม.602 เลขที่ 19

#49 By นาย ศุภพล ดิถีสวัสดิ์ ม.602 เลขที่ 19 (61.90.81.29) on 2010-08-17 20:26

พ.ศ. 2250 (ค.ศ. 1707) หรือ เมื่อ 303 ปีที่แล้วเป็นปีที่มีการก่อตั้งรัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักร(Parliament of the United Kingdom) ซึ่งเกิดโดยการรวมรัฐสภาแห่งอังกฤษและรัฐสภาแห่งสกอตแลนด์เข้าด้วยกัน

นายวิทวัส พรพาณิชเจริญ ม.602 เลขที่27

#50 By นายวิทวัส พรพาณิชเจริญ ม.602 เลขที่27 (58.9.86.151) on 2010-08-17 20:35

สรุปทั้งหมด (ไม่ได้ก็อปแน่นอนครับ)
พระเจ้าวิลเลียมทรงนำระบอบ Feudalism มาสู่อังกฤษ แต่ ในที่สุด พระเจ้าจอห์น พระอนุชาของริชาร์ดใจสิงห์ (พระเจ้าริชาร์ดที่ 1 ผู้ที่ใช้เวลาชีวิตของเขาในการทำสงครามครูเสด) ได้ก่อนเรื่อง ขุนนางเห็นท่าไม่ดี จึงร่วมกันบีบบังคับให้พระองค์ทรงพระปรมาภิไธยใน Magna Carta จำกัดพระราชอำนาจ ทำให้อังกฤษเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญเป็นประเทศแรกเป็นต้นมา
ต่อมา กษัตริย์ ทั้งหลายก็ทำสงคราม บ่อยครั้ง และ การกบฏ ที่จำนวนมากไม่แพ้กัน โดย
สงครามบารอน1 (ก็เกิดจาก พระเจ้าจอห์นอีกแหละ)
สงครามบารอน2 (เกิดจาก พระเจ้าเฮนรีที่สาม)
(สงครามบารอนทั้งสองครั้ง ล้วนนำมาสู่ประชาธิปไตย)
แต่แล้วก็เริ่มมาเพี้ยนที่ พระเจ้าเจมส์ เพราะ ทรงเชื่อในเทวสิทธิ์ของพระมหากษัตริย์ (Divine Rights of Kings) กล่าวว่า "กษัตริย์นั้นเป็นดั่งพระเจ้า ทรงถูกเสมอและไม่เป็นที่สงสัย" (เปรียบได้กับ ระบอบสมมติเทพ ในบ้านเรา)
พระเจ้าชาร์ลส์ (พระโอรส พระเจ้าเจมส์(ข้างบน))ทรงตั้งองค์การเรียกร้องสิทธิ (ไม่เข้าใจความหมาย) เพื่อรีดทรัพย์สินจากประชาชนมาใช้ ทรงไม่เรียกประชุมรัฐสภาอีกเลย แต่พระองค์ทรงผิดพลาด!! ทรงพยายามจะบังคับสกอตแลนด์ให้มานิกายคาทอลิก เป็นที่แน่นอนว่า ชาวสก็อตก็ขึ้นมาต่อต้าน
ทรงจึงเรียกประชุมรัฐสภาอีกครั้งไปปราบสกอตแลนด์ แต่รัฐสภาก็ตำหนิพระองค์ในฐานะที่ใช้ชีวิตได้เหลวไหล ผลของการตำหนิ คือ รัฐสภาถูกยุบ แต่ เนื่องจากถูกยุบไป พระองค์ก็ไม่มีเงินไปต้านสกอตต์ สุดท้ายก็จึงตั้ง สภาขึ้นมาอีกครั้ง แน่นอน ว่าสภาเล่นพระองค์ ยับ โดยออกกฎหมายจำกัดพระราชอำนาจ
หลังจากนี้จะมีเหตุการณ์ ที่ ประชาชนเรืองอำนาจ สลับ กับ กษัตริย์ เรืองอำนาจ จนมาสิ้นสุดใน การปฎิวัติอันรุ่งโรจน์ อันเป็นจุดสิ้นสุด ของ ระบอบกษัตริย์
(เหตุการณ์ของผมที่ต่างจาก เพื่อนคนอื่นที่ส่งมา คือช่วงพระเจ้าชาร์ล ครับ)

#51 By จามร ศรีวสันต์ศักดิ์ (124.120.253.181) on 2010-08-17 20:36

^ ^ ^ ^
ลืมบอกเลขที่ครับ
นายจามร ศรีวสันต์ศักดิ์ ม.602 เลขที่ 17

#52 By จามร ศรีวสันต์ศักดิ์ (124.120.253.181) on 2010-08-17 20:37

อำนาจอธิปไตยของรัฐสภา
อำนาจอธิปไตยโดยรัฐสภาเป็นลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญอังกฤษ ในการใช้อำนาบัญญัติกฎหมาย ผู้ใช้อำนาจนี้ได้แก่ พระมหากษัตริย์ สภาขุนนาง และสภาสามัญพระราชบัญญัติของรัฐสภาถือเป็นกฎหมายสูงสุดไม่มีกฎหมายใดมีอำนาจเหนือกว่าศาลไม่สามารถพิพากษาว่าเป็นโมฆะ ทำได้เพียงการตีความกฎหมายเท่านั้น แต่ในหากเป็นทางปฏิบัติรัฐสภาสามารถถูกตรวจสอบในรูปแบบของการยับยั้งความต้องการในการต่อรองของกลุ่มอิทธิพลที่มีอำนาจและสมาชิกรัฐสภาได้

#53 By นาย รวยเลิศ หิรัญประดิษฐ์ ม.602 เลขที่ 1 (125.24.63.103) on 2010-08-17 20:41

นายรวยเลิศ หิรัญประดิษฐ์ ม602 เลขที่1

#54 By รวยเลิศ หิรัญประดิษฐ์ ม602 เลขที่ 1 (125.24.63.103) on 2010-08-17 20:42

ข้อเขียนที่เชื่อถือได้

The English Constitution 1867 ผลงานของ Walter Bagehot ผลงานนี้เป็นที่ยอมรับในแวดวงการเมือง กฎหมาย และวิชาการ ซึ่งได้กลายมาเป็นบรรทัดฐานในการพิจารณาตีความกฎหมายต่างๆ

#55 By (118.174.177.69) on 2010-08-17 21:04

ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อังกฤษมีนายกรัฐมนตรีมาแล้วทั้งสิ้น 13 คน คนปัจจุบัน ชื่อ นายโทนี่ แบลร์ จากพรรคแรงงาน (Labour Party) และจากประวัติศาสตร์การเลือกตั้งที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีจะสลับหมุนเวียนกันระหว่างพรรคอนุรักษ์นิยมกับพรรคแรงงานสำหรับ คณะรัฐมนตรี (Cabinet) มีวิวัฒนาการมาจากคณะองคมนตรีในสมัยโบราณ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาของพระมหากษัตริย์ และในศตวรรษที่ 18 ได้ค่อยๆ เป็นอิสระจากสถาบันกษัตริย์ จนเชื่อมโยงใกล้ชิดกับประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวง (Departmental Ministers) ที่มีหน้าที่รับผิดชอบงานของกระทรวงต่างๆประมาณ 22 คน รวมกับรัฐมนตรีช่วยว่าการฯ (Ministers of State) อีก รวมเป็นคณะรัฐบาลกว่า 100 คน ซึ่งตามกฎหมายไม่มีการกำหนดเรื่องจำนวนรัฐมนตรี โดยจะอยู่ในตำแหน่งเป็นเวลา 5 ปี
ด้วยความที่คณะรัฐมนตรีต้องได้รับความสนับสนุนจากสมาชิกสภาสามัญชนเสียงข้างมากดังนั้น คณะรัฐมนตรีจึงไม่ได้เป็นอิสระจากสภาสามัญชน แต่ต้องรับผิดชอบร่วมกันต่อสภาสามัญชน และเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันซึ่งเป็นไปตามหลักการที่ไม่มีการแบ่งแยกอำนาจเด็ดขาดระหว่างกันนั่นเอง

หน้าที่หลักของคณะรัฐมนตรี สามารถสรุปได้กว้างๆ คือ การร่างกฎหมาย ตัดสินนโยบาย และเสนอต่อรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบ นอกจากนั้น คณะรัฐมนตรียังรับผิดชอบในการควบคุม และประสานงานกระทรวงสำคัญๆ ของประเทศ มอบหมายให้กระทรวง ทบวง กรมรับนโยบายไปปฏิบัติ อีกทั้งคณะรัฐมนตรี อาจเสนอให้ยุบสภาสามัญชนเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ได้อีกด้วย

ดังนั้น โดยสรุป ฝ่ายบริหาร โดยการนำของนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี จึงเป็นกลไกสำคัญในการบริหารประเทศ โดยเชื่อมโยงกับฝ่ายนิติบัญญัติ เพราะสมาชิกสภาสามัญชนจะได้รับการแต่งตั้งขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ทำให้ฝ่ายบริหารจะต้องได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกสภาสามัญชน และจะต้องรับผิดชอบต่อสภา และประชาชน

#56 By พงศกร แซ่เจ็ง เลขที่ 41 ม.606 (115.87.182.54) on 2010-08-17 21:18

อังกฤษมีกษัตริย์ปกครองอีกครั้ง ความขัดแย้งระหว่างกษัตริย์กับสภายิ่งรุนแรงขึ้นภายหลังการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ( ค.ศ.1688) สมัยพระเจ้าเจมส์ที่ 2
แห่งราชวงศ์สจ๊วต นับเป็นชัยชนะเด็ดขาดของรัฐสภา ผลงานการปฏิวัติอันรุ่งโรจน์ ถือเป็นการสิ้นสุดของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัฐสภามีอำนาจสูงสุดอุดม
คติแห่งการปฏวัติของอังกฤษเป็นตัวอย่างและเป็นปฏิบัติการที่เป็นจริงของการเมืองตะวันตกในเวลานั้นๆ ( ค.ศ.1698)

นายศิวะพล จุนชนะเวชานันท์ ม.606 เลขที่ 20

#57 By ศิวะพล จุนชนะเวชานันท์ ม.606 เลขที่ 20 (58.9.170.232) on 2010-08-17 21:18

ในอังกฤษ ปัจจุบัน การแยกอำนาจในแง่ของการใช้ตัวบุคคลต่างกันมีอยู่ในกรณี ของฝ่ายตุลาการ แต่กระนั้นก็ไม่ถึงกับเด็ดขาด แต่ในแง่ของการทำหน้าที่โดยอิสระมีมากกว่าที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติมีต่อกัน แต่ก็ไม่เด็ดขาดอีกเช่นกัน อำนาจในการตรวจสอบและถ่วงดุลของฝ่ายตุลาการไม่มีต่อฝ่ายนิติบัญญัติเพราะศาลไม่มีอำนาจพิจารณาว่าพระราชบัญญัติขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ (judicial review) แต่สามารถตรวจสอบได้ว่าฝ่ายบริหารได้ใช้อำนาจเกินกว่าที่พระราชบัญญัติให้ไว้หรือไม่ ส่วนฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารนั้นมีความซ้อนทับกันมากในด้านตัวบุคคล โดยรัฐมนตรีมาจากรัฐสภา ซึ่งส่วนหนึ่งคือ สภาสามัญชนที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน และรัฐมนตรียังคงเป็นสมาชิกสภานี้ แม้ว่าจะได้รับแต่ตั้งเป็นรัฐมนตรีแล้วก็ตาม การมีความซ้อนทับกันสะท้อนให้เห็นถึง การที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยของรัฐสภาเป็นหลักการที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งนั่นเอง แต่พึงสังเกตว่าแม้รัฐบาลจะมีเสียงข้างมากในสภาสามัญชนเพียงใดก็ตาม แต่ทว่า ก็ยังมีสภาขุนนางเป็นองค์กรคอยตรวจสอบและถ่วงดุลอยู่บ้างตามสมควร

#58 By ณชนก ไวยโภคี เลขที่ 30 ม.606 (115.87.182.54) on 2010-08-17 21:24

ปัจจัยสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยในอังกฤษ คือการที่เจ้าของที่ดินรายใหญ่(Gentry)และขุนนางเป็นอิสระจากพระราชา และการที่กลุ่มนี้เริ่มกำการเกษตรให้เป็นการค้า การที่มีชนชั้นพ่อค้าและเจ้าของโรงงานเกิดขึ้นในเวลาต่อมา และได้เกิดมีความร่วมมือกันทางเศรษฐกิจระหว่างชนชั้นเดิมและชนชั้นใหม่ของสังคม และมีอิธิพลในสังคมต่อมา


ไผ่ ช่วยชู ม.606 เลขที่ 45(ใหม่)

#59 By ไผ่ ช่วยชู ม.606 เลขที่ 45(ใหม่) (180.180.137.0) on 2010-08-17 21:26

หลักการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญของอังกฤษนี้จึงเป็นต้นแบบให้ประเทศอื่นๆ ที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขยึดถือเป็นแบบอย่างมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของตน อาทิ เบลเยียม เนเธอร์แลนด์ สเปน ญี่ปุ่น และไทย เป็นต้น

อธิชัย กนกกังวาน ม.606 เลขที่2

#62 By อธิชัย กนกกังวาน (125.24.61.195) on 2010-08-17 21:30

สหราชอาณาจักรใช้ระบอบการปกครองแบบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ โดยพระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจบริหารผ่านคณะรัฐมนตรีซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้าคณะรัฐบาล คณะรัฐมนตรีนั้นเลือกจากรัฐสภาและมีหน้าที่รับผิดชอบต่อรัฐสภาเช่นเดียวกัน รัฐสภาแห่งสหราชอาณาจักรเป็นระบบสภาคู่ แบ่งเป็น 2 สภา คือ เฮาส์ออฟลอร์ดส เป็นสภาสูงที่มาจากการแต่งตั้ง และเฮาส์ออฟคอมมอนส์ เป็นสภาล่างที่มาจากการเลือกตั้ง โดยหลักการแล้วผู้นำของรัฐสภาคือพระมหากษัตริย์ สหราชอาณาจักรเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ขนบธรรมเนียมประเพณี และกฎหมายรัฐธรรมนูญแยกกันไป พระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันคือ สมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันคือ นายเดวิด คาเมรอน ในส่วนของมกุฏราชกุมารที่จะครองราชย์สมบัติเป็นคนต่อไปจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเจ้าชายแห่งเวลส์ก่อน จึงจะมีความชอบธรรมในการเป็นมกุฏราชกุมารแห่งสหราชอาณาจักร เจ้าชายแห่งเวลส์ในปัจจุบันคือเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ซึ่งมิได้อาศัยอยู่ที่เวลส์แต่อย่างใด หากแต่อาศัยอยู่ที่สวน High Grove ใน Tetbury ทางตะวันตกเฉียงใต้ของอังกฤษ

#64 By ณรงค์ชัย เสรีธรรมานุวัฒน์ เลขที่ 27 ม.606 (115.87.182.54) on 2010-08-17 21:44

การปกครองโดยรัฐธรรมนูญเชื่อมโยงกับทฤษฎีเสรีนิยมที่มีแนวคิดที่จะหลีกเลี่ยงการกระจุกตัวของอำนาจอย่างยิ่ง

บพิตร์ เตชะวัฒนานันท์ ม.606 เลขที่3

#65 By Kami on 2010-08-17 21:58

รัฐสภาอังกฤษบังคับชาวอาณานิคมขายสินค้ากับอังกฤษเท่านั้น ห้ามผลิตสินค้าแข่งกับอังกฤษ เมื่อรัฐบาลอังกฤษผูกขาดสินค้าใบชา ทำให้ชาวอาณานิคมทั้ง 13 รัฐประกาศอิสระภาพในวันที่ 4กรกฎาคม ค.ศ.1776 ทำไห้ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการเกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตยโดยการปกครองกันอย่างอิสระในประเทศที่เป็นอาณานิคม และส่งผลต่อการปฏิรูปการปกครองระบอบประชาธิปไตยในประเทศอังกฤษเองในเวลาต่อมา

ธนากรณ์ โกวะประดิษฐ์ ม.606 เลขที่46

#66 By ธนากรณ์ โกวะประดิษฐ์ ม.606 เลขที่46 (58.9.115.124) on 2010-08-17 22:27

#55 ลืมใส่ชื่อไปครับ

นายพีรพัฒน์ 606 เลขที่ 18

#67 By (118.174.174.155) on 2010-08-17 22:57

บทบาทหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ในอังกฤษ

คือ พระมหากษัตริย์จะทรงปกเกล้าแต่ไม่ทรงปกครอง (The King reigns but not rule) กล่าวคือ พระมหากษัตริย์จะทรงเป็นประมุขปกเกล้าฯ เหล่าประชา แต่จะไม่ทรงมีพระราชดำริใดๆ ในทางการเมืองและการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งเป็นเรื่องการปกครอง

เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.๑๘๓๒

นาย วรณช สุสิกขโกศล เลขที่6 ห้อง 606

#68 By นาย วรณช สุสิกขโกศล เลขที่6 ห้อง 606 (118.174.174.155) on 2010-08-17 23:07

Habeas Corpus Act 1679
เป็นพระราชบัญญัติของรัฐสภาของอังกฤษ ที่เกิดขึ้นในสมัยของสมเด็จพระเจ้าชาร์ลที่2 เป็นที่รู้จักกันว่า รัฐสภา Habeas Corpus เพื่อกำหนดความหมายอภิสิทธิ์โบราณ ในยุค Habeas Corpus ที่คนทำผิดกฎหมายได้รับ ความคุ้มครอง ไม่สามารถถูกสั่งดำเนินคดีโดยศาล พระราชบัญญัติมักจะให้คำอธิบายที่มาของอำนาจ Habeas Corpus อย่างผิด ๆ ซึ่งเกิดขึ้นในอังกฤษไม่น้อยกว่าสามศตวรรษ พระราชบัญญัติ ค.ศ. 1640 ตามด้วยพระราชบัญญัติ ค.ศ. 1679 ซึ่งกำหนดว่าคำสั่งของกษัตริย์หรือองคมนตรีไม่อาจโต้แย้ง ถวายฎีกาได้ ยิ่งไปกว่านั้นพระราชบัญญัติ Habeas Corpus ได้ผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภาอังกฤษในปี 1803, 1804, 1816 และ 1862 แต่พระราชบัญญัติในปี 1679 กลายเป็นพระราชบัญญัติที่สำคัญที่สุดที่ถูกจดจำในประวัติศาสตร์แห่งรัฐธรรมนูญอังกฤษ แม้ว่าจะมีการแก้ไข มันก็ยังมีปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชบัญญัติจนถึงวันนี้

ปล.แปลมานะครับ ไม่สามารถหาขอมูลเป็นภาษาไทยได้

อภิวัฒน์ พงศ์วิสุทธิรัชต์ ม.602 เลขที่ 7

#69 By อภิวัฒน์ พงศ์วิสุทธิรัชต์ ม.602 เลขที่ 7 (125.24.1.17) on 2010-08-17 23:19