4.โบราณสถานสมัยสมัยอยุธยา
posted on 24 Mar 2009 13:54 by pojjamansk in ThaiHistory
โบราณสถานสมัยสมัยอยุธยา
โบราณสถานสมัยอยุธยามีเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นเมืองโบราณ ศาสนสถาน และศิลปวัตถุต่างๆที่เป็นเอกลักษณ์เป็นของตนเอง โบราณสถานเป็นหลังฐานแห่งอารยธรรมที่เป็นปึกแผ่น ยาวนานกว่า 400 ปี แม้ว่าราชธานีแห่งนี้จะสิ้นสุดลงใน พ.ศ. 2310 ผู้นำประเทศในยุคหลังก็ได้พยายามรื้อฟื้นอยุธยาขึ้นมาใหม่ เช่น รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระตำหนักขึ้นใหม่ในวังจันทรเกษม เพื่อเป็นที่ประทับเวลาแปรพระราชฐานเสด็จประพาสกรุงเก่า อนึ่ง รัชกาลที่5 ก็ทรงดำเนินตามรอยสมเด็จพระราชบิดา โปรดเกล้าฯ ให้เกาะเมืองพระนครศรีอยุธยาเป็นที่ตั้งศาลาว่าการมณฑลกรุงเก่าและทรงทีรับสั่งให้ขุดแต่งบริเวณราชวังขึ้นเป็นครั้งแรก ขณะเดียวกันก็มีการห้ามมิให้ผู้ใดถือสิทธิครอบครองภายในกำแพงเมืองโดยเด็ดขาด รวมถึงบรรดาที่วัดร้างต่างๆ รอบเกาะเมืองด้วย ภายหลัง พ.ศ. 2475 แล้วนโยบายของรัฐบาลได้สนับสนุนให้ราษฎรเข้าไปตั้งบ้านเรือนด้วยเหตุผลว่า “จะทำให้เกาะเมืองไม่รกร้าง....ราษฎรจึงเข้าไปตั้งบ้านเรือนทำมาหากินได้ จนถึง พ.ศ. 2499 รัฐบาลได้มีนโยบายในการบูรณะเกาะเมืองให้เป็นแหล่งเตือนความทรงจำทางประวัติศาสตร์ชาติไทย การบูรณะครั้งนั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงภายในเกาะเมืองอย่างมาก ทำให้เกาะเมืองกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวของชาวไทยและต่างประเทศ จึงขอสรุปเอกลักษณ์และคุณค่าของแหล่งโบราณสถานสมัยอยุธยาที่มีต่อการท่องเที่ยวดังนี้
1.โบราณสถานที่เคยเป็นอดีตราชธานีของไทยได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกโลกเมื่อ พ.ศ. 2534 และเป็นนครประวัติศาสตร์ที่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าโดดเด่นเป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วโลก ลักษณะของสิ่งก่อสร้างหลายอย่าง เช่น เจดีย์ ปรางค์ และปราสาท มีความโดดเด่นเป็นพิเศษไม่สามารถพบเห็นในที่อื่น แม้สิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะมีกำเนิดที่มีอายุยืนยาวมาก่อนสมัยอยุธยาเรืองอำนาจ แต่ลักษณะการออกแบบทางสถาปัตยกรรมในสมัยอยุธยาแสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ต่อเนื่องทางสถาปัตยกรรมมาสู่ลักษณะที่เป็นแบบไทยแท้และไม่สามารถสร้างทดแทนได้ในปัจจุบัน
2.พระนครศรีอยุธยาตั้งอยู่บนเกาะมีรูปร่างลักษณะเป็นรูปวงรี มีแม่น้ำลพบุรี แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา และล้อมรอบด้วยกำแพงและป้อมยาวประมาณ 12.5 กิโลเมตร หนา 5เมตร สูง 6เมตร มีประตูเมือง 18 ประตู ป้อม 15ป้อม แต่ปัจจุบันยังคงเหลืออยู่เพียงบางส่วน ตรงใจกลางเกาะเป็นที่ตั้งของพระราชวังหลวงซึ่งเปรียบเสมือนหัวใจของเมืองและพระราชวังที่สำคัญ ซึ่งเป็นพระราชฐานของพระมหาอุปราชอยู่ด้านเหนือ(ปัจจุบันเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ วังจันทรเกษม)และวังหลังอยู่ด้านตะวันตกของเกาะ ทำให้กรุงศรีอยุธยาสามารถควบคุมระบบการผลิตด้านเกษตรกรรมและระบบการค้าได้เป็นอย่างดี
3.กรุงศรีอยุธยาเป็นแม่แบบสำคัญในการสร้างกรุงรัตนโกสินทร์ในทุกแง่ทุกมุม ไม่ว่าจะเป็นผังเมืองการจัดวางอาคาร ซึ่งสถานที่ต่างๆเช่น คลองมหานาค เจดีย์ภูเขาทอง ลักษณะของอาคารบ้านเรือน อาศัยอยู่ในเรือนแพลักษณะและการใช้เรือพระที่นั่งตลอดจนถึงวิธีการดำเนินชีวิต พระมหากษัตริย์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น(รัชกาลที่1-3)ทรงมุ่งที่จะฟื้นฟูบ้านเมือง ศิลปกรรมและวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนให้เหมือนเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยายังเป็น”บ้านเมืองยังดี”อย่างแท้จริง
4.ด้านจิตรกรรมและศิลปกรรมวัตถุต่างๆ ที่มีความเป็นเอกลักษณ์ในด้านรูปแบบ การออกแบบ ฝีมือช่างการคัดเลือกวัสดุ การผสมผสานต่างๆ เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงแนวคิด ความเชื่อ และความสามารถเชิงสร้างสรรค์ของชาวไทยสมัยอยุธยาที่เผยแพร่อิทธิพลทางวัฒนธรรมไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และกัมพูชา ในด้านการหล่อหรือสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่งดงามด้วยสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมอยู่มากมาย ทั้งในบริเวณเมืองพระนครศรีอยุธยาและตามหัวเมืองต่างๆซึ่งภาพจิตรกรรมยังคงอยู่ เช่น ที่ลพบุรี เพชรบุรี และตามวัดต่างๆในเขตจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เช่น จิตรกรรมฝาผนัง วิหารเก่า วัดใหม่ประชุมพล อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยาเป็นต้น
อ้างอิงจาก สมประสงค์ น่วมบุญลือ และคณะ เอกสารการสอนชุดวิชาทรัพยากรท่องเที่ยวของไทย.กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยสุโขทัยะรรมาธิราช ,2545

http://www.oknation.net/blog/print.php?id=163709
สมศักดิ์ 510
#1 By สมศักดิ์ 510 เลขที่51 (58.64.91.187) on 2009-06-11 20:12